Search
Subscribe E-Newsletter

ใส่ email เพื่อรับข่าวสารจาก DeOne ฟรี






Our Events
ลูกค้า Minor Group Co.,Ltd
หลักสูตร : Leading Effective Teamwork : ทักษะการนำทีมอย่างมีประสิทธิภาพ
วิทยากร : ดร.ชัยพัชร์ เลิศรักษ์ทวีกุล


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลูกค้า บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด
หลักสูตร : Personality Outlook
วิทยากร : อาจารย์วสันต์ ฤทธิ์มนตรี


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Public Training
หลักสูตร : Proactive Thinking สุดยอดนักคิดเชิงบวก นักบริหารงานเชิงรุก วิทยากร : อาจารย์ว่าที่ร้อยตรี วีรชัย โมกขเวศ


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลูกค้า บริษัท ออลล์เทรนนิ่ง จำกัด
หลักสูตร : การวางแผนเชิงคุณภาพ


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


Leader Talk


Printable version | |

วิธีฝึกความมั่นใจและความเป็นผู้นำ ในชีวิตประจำวัน

ในเบื้องต้น เรายังไม่ต้องไปเข้าหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อจะสร้างความมั่นใจ หรือเพื่อสร้างภาวะความเป็นผู้นำให้กับตัวเราเองให้สิ้นเปลืองเงินทองแต่ประการใดเลย ลองนำวิธีฝึกอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน อันเป็นสูตรของ Dr.David J.Schwartz ซึ่งเขาได้เขียนไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 ในหนังสือขายดีของเขาที่ชื่อว่า“The Magic of Thinking Big” (หรือฉบับแปลภาษาไทย ชื่อ “คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก”) โดยเขาได้นำเสนอไว้แค่เพียง 5 ข้อ เท่านั้นเอง (ซึ่งผมได้นำมาร้อยเรียงเป็นภาษาไทยให้คล้องจอง เพื่อให้จดจำง่าย) ดังนี้

1. หมั่นนั่งแถวหน้า

2. สบตาเข้าไว้

3. เดินไวกว่าเดิม

4. ฝึกเพิ่มการพูด

5. ครบสูตรการยิ้ม

ดูแค่หัวข้อ ก็พอจะรู้ได้ว่าล้วนเป็นวิธีฝึกที่เรียบง่าย สามารถทำได้ในชีวิตประจำวันได้บ่อยๆ และอย่าไปดูถูกทีเดียวในความเรียบง่ายของมัน เพราะเราจะไปมีความมั่นใจในเรื่องใหญ่ๆ ได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องเล็กๆ เรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เรายังไม่สามารถทำได้ และเราจะไปมีภาวะผู้นำในเรื่องสำคัญๆ เรื่องคอขาดบาดตายได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรายังไม่กล้าแสดงภาวะผู้นำของเราออกมาให้เห็นได้เลย ดังนั้น ลองฝึกดูจากเรื่องง่ายๆ นี่แหละ แล้วมันจะสามารถขยายผลไปในเรื่องใหญ่ๆ ได้ต่อไป ผมจะอภิปรายในแต่ละข้อให้พอได้เห็นรายละเอียดของมัน

1. หมั่นนั่งแถวหน้า

คนขาดความมั่นใจ คนไม่มีภาวะผู้นำ เวลาไปร่วมฟังการสัมมนา ไปร่วมประชุม ในห้องประชุมที่เขาจัดเป็นแบบ Theater หรือแบบ Class room นั้น ก็มักเลี่ยงไปหาที่นั่งด้านหลังสุด หรือเกือบหลังสุด หรือมิฉะนั้นถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็พยายามไปหาที่นั่งแถวที่สามหรือสี่ บางคนที่พอจะมีความกล้าหน่อย ก็อาจกัดฟันไปนั่งแถวที่สอง แต่ทว่าหาได้ยากยิ่ง หรือหากจะมีก็น้อยมาก ที่กล้าหาญชาญชัยไปนั่งแถวหน้าสุดเลยในทันที ถ้าผู้ฟัง หรือผู้เข้าร่วมทั้งหมด มีไม่เต็มห้อง สิ่งที่เราจะพบเห็นได้เสมอก็คือ ที่นั่งแถวหน้าสุดจะว่าง! ผมเองยังเคยแซวผู้เข้าสัมมนาอยู่บ่อยๆ ว่า “นี่เขาเว้นแถวหน้าสุดไว้ให้ใครนั่ง?” หรือบางทีก็แซวว่า“เอาละ เมื่อทุกท่านเข้านั่งกันเรียบร้อยแล้ว ผมจะได้ให้เจ้าหน้าที่เขามาเอาเก้าอี้แถวหน้าสุดไปเก็บ เพราะตั้งไว้ก็เกะกะ และไม่มีใครนั่ง” หรือบางทีผมก็กระเซ้าผู้ฟังเป็นกลอนว่า “เป็นธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงก่อนนานนานต้องนั่งหลัง”

บางที คนที่ไม่ชอบนั่งแถวหน้า แต่ชอบไปนั่งแถวหลังๆ นั้น ก็อาจไม่ได้เป็นเพราะไม่มีความมั่นใจ หรือไม่มีภาวะผู้นำเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะเหตุอื่น เช่น กะว่าสักประเดี๋ยวจะแว่บ หรืออาจมาหาที่งีบสักเล็กน้อย เป็นต้น แต่ถึงแม้จะเป็นประการนี้ ก็อาจถือได้ว่าเป็นการเสียบุคลิกภาพ เสียภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำไปได้เหมือนกัน และหากทำจนเป็นนิสัย ก็อาจกลายไปเป็นคนไม่มีความมั่นใจ ไม่มีภาวะผู้นำไปทีละเล็กทีละน้อยได้โดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

ดังนั้น ในข้อนี้ เขาจึงเสนอให้เราลองฝึกฝนดู หากต้องไปร่วมประชุม หรือไปร่วมฝึกอบรม ไปร่วมสัมมนา ที่ไหนก็ตาม ก็ให้ตรงดิ่งไปจับจองที่นั่งแถวหน้าสุดในทันที และจะให้ดีก็เลือกที่นั่งตรงกลางไปเลย และแม้ว่าเราจะเป็นคนแรกที่ไปถึง ณ สถานที่แห่งนั้น ก็ไม่ต้องลังเลใจ จงเข้าไปนั่งตรงกลาง แถวหน้าสุดไปเลย ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ยังไม่เคยปรากฏว่ามีคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการไปนั่งแถวหน้าเลยแม้แต่คนเดียว!

Dr.Schwartz ผู้เสนอแนะวิธีนี้ เขาเป็นจิตแพทย์ และเป็นนักจิตวิทยาด้วย เขายืนยันว่า หากเราทำเช่นนี้บ่อยๆ (หมั่นนั่งแถวหน้า) มันก็จะทำให้เราค่อยๆ เป็นผู้มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น มีความเป็นผู้นำเพิ่มมากขึ้น และมีผลอย่างสำคัญต่อบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ของเรา รวมทั้งจะมีผลต่อพฤติกรรมเชิงบวกด้านอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว

2. สบตาเข้าไว้

เวลาสนทนากับใคร โดยเฉพาะแม้กับผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า หรือแม้กับผู้ที่มีอำนาจมากกว่า หรือแม้กับผู้ที่เหนือกว่า ใหญ่กว่า รวยกว่า ฯลฯ ก็จงอย่าหลบตาเขา อย่าทำตาปะหลับปะเหลือก อย่าทำตาหลุกหลิก อย่ามองคู่สนทนาด้วยหางตา อย่าก้มหน้าแล้วเหลือบตามองเป็นระยะๆ อย่ามองไปทางอื่น อาการเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากการขาดความมั่นใจลึกๆ ที่อยู่ภายในทั้งสิ้น หรือมิฉะนั้น อีกฝ่ายหนึ่งก็อาจแคลงใจว่าเราไม่เต็มใจคุยกับเขา หรืออาจระแวงสงสัยว่าเรามีความลับใดซุกซ่อนอยู่ก็ได้ จำไว้ว่าจงสบตาผู้อื่นเสมอ...“สบตา” นะครับ ไม่ได้ให้ “จ้องตา” (การจ้องตามีได้สองกรณีเท่านั้น คือระหว่างคู่รัก และระหว่างศัตรูคู่อาฆาต!)

การสบตาสามารถทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นความจริงใจของเรา เห็นความเป็นมิตรของเรา การสบตาเป็นการแสดงออกของคนที่เปิดเผย โปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่มีความลับ ไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ ทั้งสิ้น และที่สำคัญ การสบตาทำให้เรามีสถานะเท่าเทียม เสมอภาค สง่างาม สมศักดิ์ศรี บ่งบอกความมั่นใจ แสดงถึงภาวะผู้นำของเรา ผู้นำบางคนถึงกับใช้การสบตาเพื่อการสยบขวัญผู้คนได้เลยทีเดียว นักพูดก็มักจะใช้การสบตาเพื่อมีอิทธิพลสะกดความสนใจของผู้ฟัง

ดังนั้น จงสบตากับผู้อื่นไว้เสมอ จงทำบ่อยๆ และทำให้เป็นนิสัย แล้วมันจะส่งผลดีไปยังด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย

3. เดินไวกว่าเดิม

หากไม่ใช่เรื่องการเดินเล่นริมชายหาด เดินชมสวน หรือว่าเดินซื้อของ แล้วละก็ ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไปแล้วก็จงเดินอย่างว่องไว คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง กระตือรือร้น เดินอย่างมีพลัง อย่าเดินอ้อยสร้อย อ้อยอิ่ง อย่าเดินเรื่อยเจื่อย เรื่อยเปื่อย หรือเดินอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก เพราะการเดินเป็นตัวบ่งบอกถึงรูปการจิตสำนึกของผู้คนได้ คนที่เดินเร็ว เดินว่องไวนั้น มักบ่งบอกถึงว่าเขามีจุดมุ่งหมายแน่ชัดว่าจะไปไหน และจากที่นั่นจะไปไหนต่อ เขามักเห็นคุณค่าของเวลา นอกจากนี้ การเดินอย่างกระฉับกระเฉง กระตือรือร้นนั้น มักบ่งบอกได้ว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้มีไฟในการทำงาน มีไฟในการดำเนินชีวิต และอาจบอกเลยไปถึงว่าเขาผู้นั้นเป็นคนมีความฝัน มีความหวัง ได้เลยทีเดียว

ที่ว่า “เดินไวกว่าเดิม” นั้น หมายถึงว่า ถ้าเดิมเดินช้าอยู่ก็จงเดินให้ไวขึ้น แต่ถ้าเดิมเดินเร็วอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปทำให้มันเร็วขึ้นไปอีก เดี๋ยวจะกลายเป็นวิ่งไป ดังนั้น จะเดินเร็วขนาดไหนนั้น แต่ละคนก็ต้องไปพิจารณาให้สอดคล้องกับบุคลิกลักษณะและสรีระของตน ซึ่งอาจไม่เท่ากัน แต่ถึงที่สุดแล้ว จะเดินเร็วช้าอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นเครื่องหมายที่สื่อสารแสดงได้ว่าเราเป็นคนกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง มีไฟ มีพลัง สดชื่น มีชีวิตชีวา ก็แล้วกัน

4. ฝึกเพิ่มการพูด

ทุกครั้งที่มีการประชุม ก็เอาแต่นั่งเงียบเป็นเป่าสาก เมื่อผู้นำประชุมถามความเห็นก็เอาแต่พูดว่าเห็นด้วย หรือชอบพูดบ่อยๆ ว่า “ยังไงก็ได้” ทุกครั้งที่กลุ่มเพื่อนฝูงหารือกันว่าจะไปกินข้าวที่ไหนดี หรือว่าจะสั่งอาหารอะไรดี ก็เอาแต่บอกว่า “อะไรก็ได้” หรือทุกครั้งที่มีการวางแผนไปเที่ยวกัน ก็เอาแต่รำพึงว่า “ที่ไหนก็ได้” “ยังไงก็ได้” (แต่ถ้าเขาไม่ให้ไปด้วย กลับบอกว่าไม่ได้ จะต้องไปด้วยให้ได้!) หรือทุกครั้งที่พบผู้คนใหม่ๆ ก็ไม่เคยทักใครก่อน ไม่เคยถามใครก่อน ครั้นถูกทักถูกถาม ก็ถามคำตอบคำเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง รวมทั้งทุกครั้งที่ไม่พอใจอะไร ก็สะกดกลั้นไว้ เก็บกดอารมณ์ความรู้สึกไว้ ไม่แสดงออก ไม่พูดจาใดๆ ออกมา (บางคนที่แทบไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจานั้น ครั้นพอจะพูดขึ้นมา ก็พูดเสียวงแตก เลือดสาดไปเลยก็มี) นี่ไม่ใช่เรื่องของการเป็นคนพูดเก่งหรือพูดไม่เก่ง แต่พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงการขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และขาดภาวะผู้นำทั้งสิ้น!

การไม่รู้จักพูดในเวลาที่ควรพูด ทำให้สูญเสียโอกาสความก้าวหน้าในชีวิตและการทำงาน ทำให้ขาดเสน่ห์ในความสัมพันธ์กับผู้คน และทำให้คับข้องใจที่ไม่สามารถแสดงความคิด ความรู้สึกของตนออกมาได้ ยังไม่ต้องไปกังวลว่าจะพูดได้ดีหรือไม่ เราต้องเริ่มต้นที่ต้อง “กล้าพูด” ให้ได้เสียก่อน

ลองเริ่มต้นในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กล้าเสนอแนะเมนูอาหาร กล้าแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว เวลาประชุมก็ลองช่วยเสริมบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก่อนการประชุมก็เตรียมความคิด เตรียมข้อเสนอแนะดีๆ มาบ้าง ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ หากเราเห็นว่ามันจะเป็นผลดีต่องาน ต่อองค์กร ก็พูดไปเถอะ พบปะเจอะเจอคนแปลกหน้าก็รู้จักทักรู้จักถามบ้าง ชวนผู้อื่นสนทนาบ้าง เป็นฝ่ายเริ่มเรื่องบ้าง หากในข้อนี้ยังเป็นเรื่องยากเย็นนัก ก็ลองไปเริ่มที่ข้อ 5 ที่กำลังจะกล่าวต่อไปก่อนก็ได้ พออุณหภูมิมันพอเหมาะแล้วค่อยเริ่มการพูด การสนทนาต่อไป

5. ครบสูตรการยิ้ม

คำว่า “ครบสูตรการยิ้ม” ก็คือ ควรทำให้ครบทั้งสามอย่าง คือ “ยิ้มง่าย”“ยิ้มบ่อย” และ “ยิ้มก่อน” จงเป็นคนที่ยิ้มง่ายๆ อย่ารอเฉพาะเจอคนที่คุ้นเคยแล้วถึงจะยิ้ม แม้กับคนแปลกหน้า ใครมองมาก็ควรยิ้มให้เขาได้เลย ไม่ต้องไปกังวลว่าเขาจะยิ้มตอบหรือไม่ จงเป็นคนที่ยิ้มบ่อยๆ แม้อยู่คนเดียวก็ให้หัดยิ้มกับตัวเองบ่อยๆ ก่อนนอนก็สามารถยิ้มกับตัวเองได้ ตื่นนอนก็ยิ้มกับตัวเองทั้งบนที่นอนและในกระจกห้องน้ำได้ และที่สำคัญต้องยิ้มให้กับคนในบ้านก่อนเสมอ อยู่ในบ้านก็จงยิ้มบ่อยๆ จะออกจากบ้านก็จงยิ้มล่ำลาทุกคน จะเข้าบ้านก็จงยิ้มทักทาย และสุดท้าย จงฝึกเป็นคนยิ้มก่อน ไม่จำต้องรอให้คนอื่นยิ้มมาเสียก่อนจึงจะยิ้มตอบเขา คนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองและคนที่มีภาวะผู้นำสูงนั้น เขาจะเป็นคน “เริ่มต้นทำก่อน” (Pro-active) เสมอ

“การยิ้ม” มีอานิสงส์ และมีพลานุภาพมากมายมหาศาลจนสุดประมาณเลยทีเดียว แม้มันจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่มันก็มักถูกดูเบา ถูกละเลย ถูกหลงลืมได้มากที่สุดเช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร จงเป็นคนที่ยิ้มง่ายๆ ยิ้มบ่อยๆ และเป็นฝ่ายยิ้มก่อนไว้เสมอ

หลายคนอาจดูแคลนวิธีของ Dr.Schwartz ว่ามันผิวเผินเกินไป เรียบง่ายเกินไป และเป็นการแก้ที่ “อาการ” เท่านั้น ยังไม่ใช่การแก้ที่ “สาเหตุ” ก็จริงอยู่ครับ แต่หากเราพิจารณาจาก “กระบวนสร้าง” (Creation Process) อันประกอบไปด้วย “คิด” “พูด” และ “ทำ” แล้ว จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้การ “ทำ” สิ่งใดก็ตาม นำร่องไปก่อน เพื่อเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ ทัศนคติของเราได้ในภายหลัง อะไรที่เราทำบ่อยๆ ทำจนเป็นอุปนิสัย ในที่สุดเราก็จะพูดไปในแบบนั้น และคิด รวมทั้งเชื่อ ไปในแบบนั้นได้เช่นเดียวกัน

ลองฝึกฝนทำดูเถิดครับ ไม่มีอะไรเสียหายเลย แม้อาจจะไม่ได้มีความมั่นใจมากขึ้น หรืออาจจะไม่ได้มีภาวะผู้นำเพิ่มขึ้น แต่ผมเชื่อว่าจะต้องมีสิ่งดีๆ ในชีวิตหลายอย่างเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอนที่สุด

 


« back